หาเหตุ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๖
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๙๕๕. เรื่อง “สิ่งที่เห็นเมื่อบังคับพุทโธไม่ให้ส่งออก”
กราบนมัสการหลวงพ่อ ลูกขอโอกาสถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นขณะภาวนา ช่วงหลังมานี้เมื่อกำหนดรู้แต่พุทโธอย่างเดียว พอใจเริ่มสงบนิดหน่อยก็มักจะส่งออก ยิ่งดึงกลับมาพุทโธ พอนิ่งก็ส่งออกอีก พุ่งไปข้างหน้าบ้าง ดิ่งลงบ้าง (หากตามดูจะเพลินมากและทะยานไปไม่หยุด)
ต่อมาลูกลองทำคำภาวนาแปะติดไว้ที่ร่างกายส่วนหัว แล้วบริกรรมไปเรื่อยๆ ขณะที่พุทโธเริ่มหดตัวเข้ามาหาใจ ลูกเห็นหัวใครไม่ทราบหล่นแผละลงมาข้างๆ ตัว เมื่อมองไปเห็นมีหน้ามีผมรุงรัง คล้ายๆ ว่าหัวสุกจนหลุดออกมาเพราะโดนไฟ จากนั้นภาพก็หายไป
กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า สิ่งที่ลูกได้เห็นนี้คืออะไร ลูกจะทำย่อขยายเหมือนหลวงพ่อสอนได้หรือไม่ บางทีลูกก็เห็นร่างกายตัวเอง แต่ทำอย่างไรไม่เป็น ได้แต่ดีใจ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
ตอบ : เริ่มต้นภาวนาใหม่ เริ่มต้นภาวนาใหม่นะ ถ้าเริ่มต้นภาวนาใหม่แล้วมีประสบการณ์อย่างนี้บ้าง มันแบบว่ามีเหตุมีผลแล้วอยากให้ภาวนา
ส่วนคนทั่วไปๆ เวลาภาวนาไปแล้วมันแบบจับต้นชนปลายสิ่งใดไม่ได้ แล้วก็เคว้งคว้างอยู่อย่างนั้นน่ะ คนที่ภาวนาไปแล้วที่ล้มลุกคลุกคลานเพราะเริ่มต้นไม่ได้ แล้วเวลาเริ่มต้นขึ้นมามันเคว้งคว้าง มันจับต้นชนปลายไม่ถูก แล้วก็ล้มลุกคลุกคลาน
แต่ไปฟังเทศน์ ฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ มันมีความสุข มันมีความเจริญ มีความงอกงาม เอ๊ะ! เราก็อยากเป็นอย่างนั้น แต่มันทำไมไม่เป็นล่ะ
เวลามันไม่เป็น นั้นกรณีหนึ่ง แต่เวลาคนที่มีประสบการณ์บ้าง อย่างเช่นคำถามนี้ พุทโธๆๆ ของเราต่อเนื่องไป รู้สึกว่ายิ่งเดินพุทโธ มันก็ยิ่งเหมือนส่งออกไปข้างหน้า แล้วถ้าตามไปมันเพลินน่ะ มันเพลิน มันอยากตามไป แล้วไม่มีวันหยุด
ไม่หยุดหรอก ความคิดคนจบไม่ได้ ความคิดคนมันคิดไม่หยุดไม่ยั้ง เวลารู้เห็น ความคิดกับภาพที่เห็น เวลาเราคิดมันเป็นสังขาร ความคิด ความปรุง ความแต่ง เวลามันไปเห็นภาพ เห็นอาการต่างๆ มันก็เกิดจากใจทั้งสิ้น เหมือนความคิด แต่มันเป็นอาการของจิต
เหมือนกัน ความคิด ความคิดเกิดจากจิต ไม่ใช่จิต สิ่งที่จิตรู้จิตเห็นขึ้นมามันก็เกิดจากจิต แต่จิตที่ทำไมเมื่อก่อนที่ไม่ภาวนามันไม่รู้ไม่เห็นอย่างนี้ล่ะ
ก็มันไปรู้ไปเห็นสิ่งที่เราศึกษา เราค้นคว้า สิ่งที่เราเชื่อว่ามันเป็นสมมุติบัญญัติตามความจริง แต่เวลามันภาวนาๆ จิตมันมีอาการเปลี่ยนแปลง อาการที่มันมีกำลังมากขึ้น มันไปรู้เห็นมากขึ้น มันเป็นแบบนี้แหละ ที่มันเป็นแบบนี้ๆ มันเป็นโดยพื้นฐาน พื้นฐานของจริตนิสัยของแต่ละบุคคล
ทีนี้ใครมีอาการอย่างใด ใครมีบุญกุศลมากน้อยขนาดไหน แล้วถ้ามีบุญกุศลมากขึ้นคือมันจะรอบรู้และเท่าทันสิ่งที่รู้ที่เห็น มันก็เจริญดีงามต่อไป
แต่ถ้ามันไม่มีอำนาจวาสนาไง พอรู้พอเห็นแล้วมันติด บางคนติดนะ ว่าเรารู้เราเห็น เรามีความสามารถ เรามีความสามารถพิเศษ ไปเลย แล้วจบ จบเพราะอะไร จบเพราะว่ามันก็ได้แค่นั้นน่ะ มันไม่ดีไปกว่านั้น เพราะมาตรฐานของจิต กำลังของมันมีเท่านั้นน่ะ พอมีเท่านั้นปั๊บ พอมันติด พอติดมันก็เป็นภาพ ภาพความจำคือสัญญา
ถ้าเคยเห็นสิ่งใด เคยรู้สิ่งใด มันคิดได้ มันนึกได้ เพราะมันเคยเห็น แต่สิ่งที่มันจะดีขึ้นๆ มันยังไม่เกิดขึ้น แล้วจิตเราไม่มีอำนาจวาสนาพอ นี่พูดถึงว่าโดยข้อเท็จจริงนะ
ฉะนั้น คำถามว่า ทำไมเวลานั่งๆ ไปมันเหมือนมีหัวคนตกมาอยู่ข้างๆ แล้วมันก็หายแว็บไปเลย
เห็นไหม เวลามันรู้มันเห็น แว็บๆๆ เหมือนความคิด เหมือนพยับแดด มันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่เราก็คิดว่ามันเกิดแล้ว เราฟังเทศน์มา ถ้าเห็นกาย เราต้องพิจารณากาย แล้วจะพิจารณาอย่างไรล่ะ ก็มันหายไปแล้ว
นี่ไง ถ้ามันหายไปแล้ว สิ่งที่การจะวิปัสสนา การจะเกิดสติปัญญาขึ้นมา โดยพื้นฐานต้องมีสมาธิ ตัวสมาธิจะเป็นตัวมาตรฐานวัดว่าหัวกะโหลกที่ตกมา อยู่คงที่หรือไม่ หัวกะโหลกที่ตกมา มันจะกลิ้งไป มันจะค้นหาไม่เห็น มันตกแล้วมันจะกระเด็นไปที่อื่น อีกร้อยแปดเลย อยู่ที่กำลังของสมาธิ สมาธิดีหรือสมาธิไม่ดีมันจะเป็นเครื่องพิสูจน์ มันเป็นการกระทำ แล้วมันต้องอยู่ที่ครูบาอาจารย์เป็นหรือไม่เป็น ถ้าไม่เป็น ตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้
ทางวิทยาศาสตร์ สสารมันประกอบไปด้วยอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นด้วยอะไร
นี่ก็เหมือนกัน มรรค ๘ มันคืออะไร อะไรคือสติ อะไรคือสมาธิ อะไรคือปัญญา มันไม่รู้หรอก คนไม่เป็นคือคนไม่รู้ พอคนไม่รู้มันบอกไม่ได้หรอก ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ที่ไม่เป็นๆ ก็เลยส่งเสริมให้คนที่หลงผิดหลงกันไปใหญ่ เพราะความไม่รู้
พอความไม่รู้ขึ้นมาก็จินตนาการว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้น ถ้าจิตสงบแล้วต้องพิจารณากาย
แล้วกายอะไรของมึงล่ะ
เยอะแยะไปหมด โดยมาตรฐาน เวลาจิตสงบแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม แล้วเราพิจารณานั่นไป
แล้วเห็นอย่างไรล่ะ
เห็นโดยนึกเอา เห็นโดยฟลุก ส้มหล่นน่ะ
อย่างกรณีผู้ถาม พอพุทโธๆ ไป มันมีความเพลิดเพลิน ถ้ามันตามความเห็นไป มันไม่มีวันจบวันสิ้น
ใช่ ถ้าจบสิ้นก็พุทโธชัดๆ ไง ถ้าพุทโธชัดๆ คือสติมันสมบูรณ์กับพุทโธคือคำบริกรรม คือตัวเรา มันจะไปไหนล่ะ
ถ้ามันไม่ชัด มันเพลินไปก็เพลินไป ถ้าดึงกลับมาให้ดีขึ้น มันก็เกิดอาการที่ว่านั่งๆ อยู่เห็นหัวคนตกมาเลย แล้วมันก็แว็บหายไปเลย ก็แค่นี้ แล้วถ้าต่อไปล่ะ วิธีแก้ล่ะ จะทำให้เหมือนที่หลวงพ่อสอนไงว่าให้พิจารณาเลย
ไม่มีทาง พิจารณาไม่ได้หรอก
เราเอาเงินไปให้เด็ก แล้วให้เด็กตั้งบริษัท แล้วให้บริหารไปเลย ให้บริษัทนี้ได้กำไรมากๆ ให้สมกับที่เราปรารถนา ได้ไหม ไม่มีทาง จิตมันเด็กๆ จิตมันเริ่มต้นฝึกหัด
นี่ยังดีนะ ยังดีที่ว่าเราเป็นชาวพุทธ เราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วเรามีอำนาจวาสนาได้ฝึกหัดภาวนา เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดคือพุทธะ คือหัวใจของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ก็ให้พุทธะนี้ฉลาด ให้พุทธะนี้ศึกษาและค้นคว้า ถ้ามันศึกษาค้นคว้ามา มันจะมีความมหัศจรรย์ในหัวใจของตนอีกมากมายมหาศาล
ฉะนั้น สิ่งที่ทำให้เหมือนหลวงพ่อไม่ได้เลย แล้วทำอย่างไรให้เหมือนล่ะ
กลับไปพุทโธไง ตอบทุกวัน
พุทโธชัดๆ พุทโธชัดๆ
แล้วพุทโธถ้ามันดีขึ้นแล้วนะ มันรู้เอง เห็นเอง มันเข้าใจเอง เราทำกับมือ ผิดก็รู้ เราทำกับมือ ถ้ามันถูกขึ้นมา เราก็รู้ เราทำกับมือ
แต่มันไม่ทำ มันนั่งเพ้อฝัน นั่งเพ้อเจ้อ มันก็ได้เพ้อเจ้อไง
นี่คำตอบ ๑ จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๕๖. เรื่อง “ผิดศีลหรือไม่”
กราบหลวงพ่อค่ะ ลูกมีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ คือหุ้นแม็คโคร แต่แม็คโครค้าเหล้าขายยาฉีดยุง ขายปลาเป็นๆ แล้วลูกถือหุ้นแม็คโคร ลูกจะบาปไหมคะ กราบขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างสูงเจ้าค่ะ
ตอบ : มันต้องไปถามแม็คโคร มาถามอะไร พระไม่เคยมีหุ้น ไม่รู้จัก
แต่โดยศีลธรรม ซื้อหุ้นขายหุ้นเป็นบาปหรือไม่คะ
ไม่ เพราะอะไร เพราะเราลงทุน การลงทุนจะเป็นบาปได้อย่างไร
การลงทุน คนเราเกิดมาต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย ถ้ามีปัจจัยเครื่องอาศัย ต้องมีหน้าที่การงานของเรา ถ้าเราลงทุน เราก็ลงทุน เราเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ถ้าเราไปคดไปโกงไง ไซฟ่อนเงินอย่างนี้ บาป
ถ้าผิดศีลก็คือผิด ถ้าถูกก็คือถูก
การลงทุนเป็นการลงทุนเพื่อสัมมาอาชีวะ เพื่อเลี้ยงชีพของเรา แล้วซื้อหุ้นอะไรก็ซื้อไป แล้วบริษัทที่เขาทำ เขาบริหารของเขา แล้วถ้าบริษัทที่เขาบริหารแล้วคดโกง เราก็ไม่ไปลงทุนกับบริษัทอย่างนั้น ถ้าลงทุนกับบริษัทอย่างนั้น ลงทุนคือลงทุน จบ
แม็คโครเขาค้าเหล้าขายยา เอ็งขายด้วยหรือ ถ้าเอ็งไม่ขาย เอ็งก็ขายทิ้งสิ ไปซื้อธนาคารน่ะ ธนาคารก็คิดดอกเบี้ยแพงเป็นบาปอีก เออ! เอ็งไม่ต้องลงทุนอะไรเลยล่ะ
ฉะนั้น ลงทุนคือลงทุน เวลากิเลส เวลาทำความดีมันตอกมันย้ำ เวลาทำความชั่วมันไม่เคยสะกิดใจเลย ถ้ามันสะกิดใจอย่างนี้มันก็เป็นบุญเป็นกุศลของคน
แล้วเราบอก ลงทุนคือลงทุน ซื้อหุ้นแม็คโคร ถ้าคิดว่ามันไม่ถูกต้องก็ขายทิ้ง ขายทิ้งแล้วไปซื้อบริษัทใหม่ ไปซื้อหุ้นตัวใหม่ ถ้าซื้อได้หรือไม่ได้
แต่ตั้งสติให้ดีนะ เราไม่ใช่แมลงเม่า เราเป็นนักลงทุน เรานักลงทุน เราหาผลประโยชน์ สิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อเลี้ยงชีพ เราไม่ใช่เป็นแมลงเม่า แล้วเราก็ไม่ใช่เป็นนักไซฟ่อนเงิน ฉะนั้น ถ้าอย่างนั้นถึงผิดศีลผิดธรรม ถ้ามันถูก จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๕๗. เรื่อง “อัตตานุทิฏฐิ”
รบกวนหลวงพ่ออธิบายอัตตานุทิฏฐิ แปลว่าอะไรคะ ได้ยินหลวงพ่อพูดบ่อยเหลือเกิน
ตอบ : อัตตานุทิฏฐิ เราพูดเพื่อเตือนใจนักปฏิบัติทั้งหมด
พระโมฆราช องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสั่งสอนพระโมฆราช “โมฆราช เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง”
ทุกคนก็สอน กรรมฐานก็สอน มันเป็นสมมุติ มันเป็นบัญญัติ มันว่างหมดน่ะ โลกนี้เป็นความว่าง
ว่างแล้วก็คือว่างไง แล้วมึงล่ะ
ว่างก็คือว่าง อากาศว่าง อากาศ อวกาศ องค์การอวกาศเขาจะส่งพวกยานอวกาศออกนอกโลกต่างๆ เขาต้องคำนวณ เขาต้องมีพลังงานที่มันจะออกจากแรงโน้มถ่วงขนาดไหนถึงพ้นจากแรงโน้มถ่วงออกไปสู่อวกาศ
อวกาศคืออวกาศ มันมีชีวิตไหม แต่มันเป็นประโยชน์นะ มันเป็นประโยชน์เพราะมันเป็นจักรวาลไง มันเป็นระบบจักรวาล เรื่องโลก อันนั้นก็เรื่องหนึ่ง
ฉะนั้น เวลาธรรมะๆ “เธอจงมองโลกเป็นความว่าง”
อ้าว! ก็มองว่างแล้วก็ว่าง แล้วอย่างไรต่อล่ะ
เราฟังเวลาพระเทศน์ แล้วเราฟังแล้วมันครึ่งๆ กลางๆ มันไม่จบสิ้น ไม่สมบูรณ์แบบในเรื่องอริยสัจ ในเรื่องศาสนา
ไอ้ที่พูดๆ นี่คือกระทุ้ง ไอ้พูดบ่อยๆ นี่คือกระทุ้งให้คนได้คิด ให้นักปฏิบัติได้รู้จักว่าอะไรจริง อะไรเท็จ
เพราะโดยสมบูรณ์แบบในวินัย ในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพูดเต็มๆ อย่างนี้ไง
“โมฆราช เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง แล้วกลับมาถอนอัตตานุทิฏฐิ”
คือผู้ที่รู้ ที่เห็น ผู้ที่เห็นว่างน่ะ
ถ้าเราเห็นไม่ว่าง เราก็ทุกข์ไง เราเห็นสังคมรังแกกัน เบียดเบียนกัน เราแล้วแล้วเราก็เศร้าใจ เราเห็นสังคมที่ดีงาม สังคมที่บริสุทธิ์ เราก็ชื่นชม แต่เราก็ยังเท่าเก่านะ เรายังเท่าเดิมน่ะ แต่ถ้าเราไปทุกข์ไปยากกับเขา นี่กิเลสแล้ว
ฉะนั้น มองว่าโลกนี้เป็นความว่าง ความว่างทุกคนก็มองได้ วิทยาศาสตร์ก็คิดได้ เรื่องธรรมะวิเคราะห์วิจัยได้หมดน่ะ เข้าใจธรรมะหมดเลย แต่ไม่เข้าใจตัวเองเลย ไม่เข้าใจเรื่องจิตใจตัวเองเลย
ฉะนั้น เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง อย่าไปยุ่งกับเขา แล้วตัวเราล่ะ เราจะดีขึ้นหรือไม่ ถ้าตัวเรามีสติปัญญา มีสัมมาสมาธิ มันจะเริ่มเห็นนะ
ถ้าเธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง ถ้าจิตสงบนะ มันจะเป็นธรรมารมณ์ มันเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากความสุขสงบ อารมณ์เกิดขึ้น แล้วเอ็งจับได้ไหม นั่นก็สติปัฏฐาน ๔
อัตตาคือตัวตนของเรา ทิฏฐิมานะไง
“เธอจงกลับมาถอนอัตตานุทิฏฐิ”
ทั้งทิฏฐิ ทั้งมานะ ทั้งกิเลสตัณหาในใจของตน
ที่นี่พูดบ่อยๆ คือกระทุ้งๆ กระทุ้งให้คนได้คิด กระทุ้งให้นักปฏิบัติที่ครึ่งๆ กลางๆ “เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม”
เงินอวกาศไง บิตคอยน์มึงไปเก็บเอาสิ มึงขุดเอาได้เลย ธรรมะมึงไปขุดเอาได้เลย ถ้าไปขุดธรรมะ ไง ธรรมวินัยเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ที่ศึกษาเล่าเรียนมาเก่งนัก ปากเปียกปากแฉะ ของมึงเหรอ มึงรู้อะไร ก็รู้ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่องจำมาปากเปียกปากแฉะไง แต่รู้อะไร
ถ้ารู้นะ จบหมดน่ะ ฉะนั้น ถ้ารู้จบหมดถึงกรรมฐานไง ครูบาอาจารย์ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ถ้าใจสงบระงับ กว่าจะสงบระงับได้ก็เกือบเป็นเกือบตาย ถ้าเกือบเป็นเกือบตาย
เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง ธรรมารมณ์ไง กาย เวทนา จิต ธรรม
ธรรมารมณ์ สรรพสิ่ง ดูสิ เวลาพระโมคคัลลานะไปเที่ยวสวรรค์ ไปเที่ยวนรก ไปเห็นหมดน่ะ นี่โลก นี่วัฏจักร กามภพ รูปภพ อรูปภพ แล้วของเขาก็คือของเขา กรรมของใครก็คือกรรมของมันไง แต่ผู้ไปรู้ไปเห็นก็ไปรู้ไปเห็นเรื่องของคนอื่นไง แล้วเรื่องของตัวล่ะ
เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง
เรื่องของตัวคืออัตตา อัตตาตัวตนนี่ ทิฏฐิมานะนี่
เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง แล้วกลับมาถอนอัตตานุทิฏฐิของตนให้ได้
นี้คือคำสมบูรณ์ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๕๘. เรื่อง “สงสัยในการภาวนา”
กราบนมัสการหลวงพ่อ กระผมมีข้อสงสัยในการภาวนา ขอกราบเรียนถามดังนี้ เมื่อผมพิจารณาจิตนี้ กระผมมีความเห็นว่า ผู้รู้ที่เกิดจากจิต และเมื่อกระผมแยกผู้รู้อออกมาเป็นผู้รู้กับธาตุรู้ กระผมมีความเห็นว่า เมื่อผู้รู้กับธาตุรู้เป็นคนละส่วนกันแล้ว สิ่งที่ผู้รู้รู้แล้วและความรู้นั้นเคยฝังลงที่จิตก็จะไม่เกิดอีกต่อไป
ดังนั้น กระผมจึงขอกราบเรียนถามว่า การพิจารณาของกระผมนี้ผิดถูกประการใด ขอกราบเมตตาหลวงพ่อช่วยแนะนำด้วยเจ้าค่ะ
ตอบ : ปัญญาของคนนะ ปัญญาของคน การทำความสงบมันทำความสงบด้วยคำบริกรรมก็ได้ อานาปานสติก็ได้
ฉะนั้น เวลาที่เราพิจารณา ผู้รู้ ธาตุรู้ ถ้าเรารู้ไง
เพราะเวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติไป เขาจะโต้แย้งกันว่า จิตกับใจต่างกันอย่างไร ผู้รู้ ธาตุรู้ ต่างกันอย่างไร
แล้วถ้าเป็นครูบาอาจารย์ของเรานะ เวลาท่านเจ้าคุณจูม ธรรมเจดีย์ เอาครูบาอาจารย์ของเราแต่ละองค์มาศึกษา มาค้นคว้า มาโต้แย้งกันเรื่องการปฏิบัติ นั่นคือบัณฑิต
เวลาคนที่เขาภาวนาไปแล้วเขามีเหตุมีผลของเขา เวลาโต้แย้งกันก็โต้แย้งว่าใครถูกใครผิด เพราะเราเป็นเด็กน้อย เราเป็นผู้ฝึกหัดใหม่ หรือผู้ที่ปฏิบัติไปมันมีความเห็นของแต่ละคน แล้วความเห็นมันก็ไปติดอยู่แค่นั้นน่ะ
แต่เวลาเด็กน้อย ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติใหม่มันรู้มันเห็นสิ่งใดนะ แล้วมันวาง มันวาง มันวางนะ พอมันวางมันก็ศึกษาค้นคว้าที่ละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนที่อยู่ในหัวใจของเราลึกซึ้งขึ้นไปๆ นั่นน่ะความถูกต้อง
แต่เวลามันไปรู้ไปเห็นสิ่งใดแล้ว พอรู้เห็นสิ่งใดก็เอาความรู้ความเห็นนั้นมาโต้แย้งกัน แล้วสิ่งที่มันซับซ้อนที่มันลึกซึ้งอยู่ภายใต้จิตใต้สำนึกของเรา เอ็งยังไม่เท่าทันมัน เอ็งยังไม่เห็นมันเลย แล้วเอ็งจะมาเถียงอะไรกัน
เวลาครูบาอาจารย์เวลาท่านโต้แย้งแล้ว คนที่ตื้นลึกตื้นกว่า ก็ปล่อยๆๆ ไป
อันนี้ก็เหมือนกัน ผู้รู้กับธาตุรู้
ถ้าโดยหยาบๆ มันก็อันเดียวกัน ความหยาบๆ คืออารมณ์ คือความจับต้องได้
แต่ถ้าเอาข้อเท็จจริงแล้ว เอาทางวิชาการ อารมณ์ ความคิดเกิดจากจิตไม่ใช่จิต ผู้รู้ ธาตุรู้เป็นตัวพื้นฐาน ภวาสวะ ตัวภพ ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่มันกระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันไปอีก แล้วเวลาเป็นขันธ์ ขันธ์อย่างหยาบ ขันธ์อย่างกลาง ขันธ์อย่างละเอียด โอ้โฮ! มันซับซ้อน เพราะอะไร บุคคล ๔ คู่ การกระทำมันแตกต่างกันไป นี่พูดถึงว่าลึกตื้นแตกต่างกัน
ฉะนั้น อย่างที่ว่าเวลาผู้ถามถามว่า สิ่งที่เราพิจารณาไปแล้วไปเห็นว่าผู้รู้กับธาตุรู้
นี่ฝึกหัดจิตกับใจ บางคนก็ว่าจิตนี้เป็นตัวพื้นฐาน ใจคือมันเสวยอารมณ์แล้ว เพราะใจเป็นเรื่องของปุถุชน เขาเรียกว่ากายกับใจๆ ก็ใจของเขา แต่ถ้าจิต แหม! มันลึกกว่า
แต่เวลาคนปฏิบัติไปแล้วเขาไม่ถือเป็นอารมณ์ไง ถือว่าเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์
นี่ถ้าปฏิบัติไปแล้ว สิ่งที่ทำมานี่มันถูกต้องไหม
ถูก ถูกเพราะอะไร ถูกเพราะเราได้ทำ แล้วเราได้มีเหตุมีผล แล้วมีการฝึกหัดปฏิบัติ แล้วฝึกหัดพิจารณาไป เดี๋ยวพรุ่งนี้นะ ไอ้ที่ผู้รู้ ธาตุรู้ มันไม่มีค่าเลย เพราะจิตมันจะไปรู้ไปเห็นอะไรที่ดีขึ้น ไอ้ที่คำถามนี้ โฮ้! กูไม่ต้องถามหลวงพ่อก็ได้ กูก็รู้เอง แต่มันถามไปแล้วไง มันเป็นต้นเหตุให้เราศึกษาค้นคว้าจิตใจของเรา แล้วฝึกหัดปฏิบัติของเราเข้าไปต่อเนื่องไป จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๕๙. เรื่อง “โลกกับธรรม”
กราบนมัสการหลวงพ่อ กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า ชีวิตช่วงหลังมานี้ โลกธรรมรุนแรงกับชีวิตมากพอสมควร จนผมต้องหยุดทำงานเพื่อภาวนารักษาใจ มันดีขึ้นครับ แต่ดีที่ผมทำงานอิสระ เลยสามารถหยุดได้ แต่ผมสังเกตว่า ชีวิตวนไปวนมาแบบนี้หลายครั้ง เจริญแล้วเสื่อม การปฏิบัติช้า และตัวเองขี้เกียจ ท้อใจมาก ไม่อยากทำงานจนต้องกู้เงินมาใช้ กราบขออุบายแก้ไขและพัฒนาจิตต่อไปด้วยครับ
ตอบ : ถ้าพิจารณาอย่างนี้ เราตั้งสติได้เลย เขาเรียกว่าปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิมันพิจารณาชีวิตจริงเรานี่แหละ ชีวิตจริงเราลุ่มๆ ดอนๆ เวลามันสมบูรณ์แบบของมัน มันก็สุขสงบดี เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมามันก็ทุกข์ยาก
เวลาผู้ที่มีจิตใจที่เป็นธรรมๆ เขาศึกษาค้นคว้าในชีวิตของเขาแล้ว เขาเห็นแล้วมันเป็นเรื่องอนิจจัง มันเป็นเรื่องไร้การควบคุม มันเป็นความทุกข์ความยากทั้งสิ้น เพราะเราต้องปากกัดตีนถีบ สละ ออกบวชเลย ถ้าบวชไปแล้วนะ ถ้าบวชไปแล้วเป็นนักรบๆ มันไม่อินังขังขอบกับเรื่องปัจจัย ๔ หรอก เราธุดงค์ไปๆ มีก็ฉัน ไม่มีก็ไม่เป็นไร แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ แค่ดำรงชีพน่ะ
แต่พอมาบวชเป็นพระแล้วมันจะสร้างอาณาจักรไง ใครๆ ก็คิดจะสร้างอาณาจักร ถ้าสร้างอาณาจักรมันต้องสะสม พอสะสมนั่นน่ะเป็นต้นเหตุแล้ว เพราะอะไร เพราะสะสมมันแสวงหาต้องการ พอต้องการขึ้นมามันก็วางแผน วางแผนก็ทำให้เสียหายหมดน่ะ
ถ้าไม่คิดจะสะสมอาณาจักรนะ ชีวิต ถ้าความเป็นธรรม สมบูรณ์แบบ มันเช้ามาบิณฑบาตเลี้ยงชีพ แล้วมันมีอะไรมันก็ฉันได้ มันไม่จำเป็น แล้วอยู่สุขอยู่สบายด้วย นี่พูดถึงปัญญาอบรมสมาธินะ
ทีนี้คำถามโยม โยมเป็นฆราวาส ชีวิตนี้วนไปเวียนมา ลุ่มๆ ดอนๆ มันสูงๆ ต่ำๆ แล้วการปฏิบัติก็ช้า
ทางของฆราวาสเป็นทางคับแคบ
พูดทุกวัน เป็นเรื่องจริง แต่คนคิดไม่ถึงไง
ทางของฆราวาสเป็นทางคับแคบ ทำมาหากินทั้งวันเลย แบ่งเวลาปฏิบัตินิดหนึ่ง ทางของสมณะ ๒๔ ชั่วโมง นี่พระฉันแล้ว จบแล้ว เช้าขึ้นมา ตี ๔ ลงมาจัดศาลา แล้วภาวนาต่อเนื่องจนได้เวลาบิณฑบาต บิณฑบาตเสร็จแล้ว เว้นแต่ผู้ที่มีเวร มีเวรก็ต้องทำหน้าที่ของตน ๒๔ ชั่วโมงไง
ทางของสมณะเป็นทางกว้างขวาง เวลาปฏิบัติ ๒๔ ชั่วโมง ทางของฆราวาสคับแคบ ๑๐ นาที ๒๐ นาที ระหว่างหัวค่ำกับตื่นเช้า ภาวนาแค่นี้
นี่ก็เหมือนกัน การปฏิบัติก็ช้าลง
ช้าลง ใช่ ทางของคฤหัสถ์ไง เป็นทางคับแคบ ทางของสมณะเป็นทางกว้างขวาง แต่กว้างขวางต้องมีคุณธรรมนะ กว้างขวางต้องมีครูบาอาจารย์ที่คอยคุ้มครองดูแลนะ แล้วเราปฏิบัติของเราโดยที่ไม่สะสม ไม่สร้างอาณาจักร ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก มุมานะทำ แต่ทำไม่ได้ กิเลสมันคอยยุ กิเลสมันคอยปัดแข้งปัดขา มันทุกข์มันยากของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ
ถ้ากิเลสมันไม่ปัดแข้งปัดขานะ เราฮึดกับมัน ปัญญาอบรมสมาธิกดมันไว้ แล้วฝึกหัดปฏิบัติไป แล้วเปลี่ยนสถานที่ไป หาครูบาอาจารย์ที่ดีงาม แล้วฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริง มันก็เป็นจริงของมันขึ้นมาตามความเป็นจริง
แต่ถ้ามันอยู่ทางโลก เห็นไหม ขออุบายวิธีการเพื่อฝึกหัดแก้ไข
ฝึกหัดแก้ไข เราก็ดูสิ ดูถึงหน้าที่การงานของเรา ถ้าถึงเป็นโอกาสนะ อำนาจวาสนาของคนถึงเวลามันสมดุลพอดีของมัน มันก็ประสบความสำเร็จทั้งนั้นน่ะ นี่โลก ถ้าจะปฏิบัติ เราก็ฝึกหัดค้นคว้าของเรา เรามีการกระทำของเรา นี่เป็นทางของฆราวาส
ถ้าเป็นทางของสมณะ ปฏิบัติอย่างเดียว เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมวินัยนี้ไว้แล้ว ให้บริษัท ๔ พินัยกรรมวางไว้ อริยสัจ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาได้รับมรดกมาด้วยกันทั้งสิ้น เป็นชาวพุทธ เป็นเจ้าของศาสนา
“มารเอย เมื่อใดภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาของเรา ถ้ายังอ่อนแอ”
อ่อนแอก็อ่อนแอกับกิเลสนี่ไง ล้มลุกคลุกคลานให้มันเหยียบย่ำอยู่นี่ไง ให้มันขี่หัวอยู่นี่ อ่อนแอ อ่อนแอกับทางโลก อ่อนแอทุกอย่างเลย
“เมื่อใดภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาของเรายังอ่อนแอ เราไม่ยอมนิพพาน”
๔๕ ปีอบรมบ่มเพาะ จนครูบาอาจารย์ของเราเข้มแข็ง
ถ้าไม่เข้มแข็ง เวลาครูบาอาจารย์ที่สร้างสมบุญญาธิการมาแต่ละองค์ๆ ท่านมีสัทธิวิหาริก ท่านได้สร้างสมต่อเนื่องไป ธรรมทายาท
“เมื่อใดภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาของเราเข้มแข็ง อีก ๓ เดือนข้างหน้าเราจะนิพพาน”
นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากไว้กับบริษัท ๔ “ภิกษุทั้งหลาย เธอจงพิจารณาสังขารด้วยความไม่ประมาทเถิด”
เวลาท่านจะนิพพาน ท่านจะให้เราพิจารณาสังขารด้วยความไม่ประมาทไม่เลินเล่อกับชีวิต ไม่ประมาทไม่เลินเล่อกับการกระทำของตน
แล้วถ้าคนที่มีอำนาจวาสนาฝึกหัดปฏิบัติ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นยอดธรรม เป็นที่พึ่งที่อาศัยของเราไง เราก็หวังพึ่งพาอาศัย แล้วเราพยายามฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมา มันก็เป็นคุณสมบัติของเรา เป็นประโยชน์กับเรา
ไอ้ที่ว่าชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ มันทุกข์มันยาก ขออุบายวิธีการ
นี่ไง ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ใช้ปัญญาพิจารณา ถ้ามันพิจารณา ไปพิจารณาเรื่องของใคร
เมื่อกี้พูด “โมฆราช เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง”
ว่างหมดเลย แล้วก็แค่นั้นน่ะ
นี่ก็เหมือนกัน ปฏิบัติดี เป็นคนดี ทำดีได้หมดน่ะ ก็เท่านั้นน่ะ
ทิฏฐิมานะ กิเลสตัณหาในใจของตนนี่สำคัญ
เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง แล้วกลับมาถอนอัตตาคือตัวตน คือจิตวิญญาณ คือกิเลสของตน ทิฏฐิมานะที่ว่า ฉันทำดี ฉันทุกอย่างต้องดี ถ้าดีแล้วมันต้องส่งเสริมให้ดี ชีวิตนี้ต้องราบรื่น
พระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย มีฤทธิ์มีเดชเหาะเหินเดินฟ้าได้ รู้หมดทุกอย่าง โจรมาทุบครั้งแรก เหาะหนี โจรมาทุบครั้งที่สอง เหาะหนี พอเข้ามาอีก เอ๊ะ! นี่มันอะไรกัน เศษกรรมของตน
พระโมคคัลลานะมีฤทธิ์มีเดชนะ พลิกฟ้าคว่ำดินได้หมดน่ะ ตอนที่พระพุทธเจ้าไปพราหมณ์นิมนต์แล้วเกิดภัยแล้ง ไม่มีข้าวจะกิน
กระผมจะพลิกแผ่นดิน ชมพูทวีป อินเดียน่ะ จะเอาฝ่ามือกางออกมา แล้วจะเอาชมพูทวีปไว้บนฝ่ามือ แล้วจะพลิกแผ่นดินขึ้นมา แล้วจะเอาชมพูทวีปไปวางทับไว้ เพราะแผ่นดินขึ้นมามันมีเหง้าดิน มันมีอาหารที่กินได้ มีฤทธิ์ขนาดนั้นน่ะ
ถึงเวลาแล้วพอเขาจะมาทุบครั้งที่ ๓ อ๋อ! นี่มันเศษกรรมของตน เขาทุบพระโมคคัลลานะจนเกือบตาย เหาะไปลาพระพุทธเจ้ากลับมานิพพาน นี่พูดถึงพระโมคคัลลานะที่มีฤทธิ์นะ มีฤทธิ์มีเดช ฤทธิ์เดชก็คือฤทธิ์เดชไง แต่กรรมที่ทำไว้ล่ะ แล้วของเราล่ะ
กรรมดี กรรมชั่วไง
ศึกษาธรรมะยอดเยี่ยม เห็นด้วย ปริยัติ แต่สุดท้ายแล้วต้องปฏิบัติ ปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นจริงเป็นจังกับเรา ถ้าเป็นจริงเป็นจังกับเรา แล้วจะไม่น้อยใจเลย ก็เราทำมา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าเราไม่ได้ทำเวรทำกรรมมา มันเกิดไม่ได้หรอก มันไม่สมดุลมันไม่มาเกิดกับเราหรอก มันต้องผ่านไปเกิดกับคนอื่น แต่ทำไมมาเกิดกับเราล่ะ รถวิ่งมาเป็นแสนๆ คันเลย แล้วรถคันของเราโดนชน ไอ้ที่มันรอดไป ๘๘,๘๙๙ คัน ไอ้คันของเราโดนเขาทิ่ม
กรรมของสัตว์ นี่กรรมของสัตว์นะ
นี่พูดถึงว่าจะทำอย่างใด
ใช้ปัญญาอบรมสมาธิเพื่อความปลุกใจของตนให้กลับมาฮึกเหิม จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๖๐. เรื่อง “หลักการภาวนา”
กราบนมัสการหลวงพ่อ จากที่เคยถามหลวงพ่อเรื่องลมหายใจมีแต่พุทโธ ได้ฟังที่หลวงพ่อเทศน์ตอบ จึงเอาพุทโธและลมหายใจไม่ขาด พบว่าผ่านไปได้ด้วยดี ลมมาพร้อมกับพุทโธ มีความสบาย ความสุขในระหว่างที่บริกรรมพุทโธชัดเจนขึ้นค่ะ ขอเรียนถามหลวงพ่อเพิ่มเติมค่ะ
๑. ในระหว่างนั่งสมาธิ พุทโธชัด ลมรู้ มีภาพแว็บขึ้นมา เช่น ภาพเรือและทะเลตอนกลางคืน ซึ่งตอนนั้นไม่ได้คิดถึง คิดแต่พุทโธ ก็พุทโธต่อค่ะ ภาพเหล่านี้มาได้อย่างไรเจ้าคะ เราไม่ต้องไปกลัวมันใช่ไหมเจ้าคะ
๒. ในระหว่างนั่งสมาธิเกิดแสงสว่างก็ไม่สนใจค่ะ แต่พอนั่งไปเรื่อยๆ ก็มีความสุขสบายดี แต่จิตมันสว่างมากขึ้น เหมือนจิตมันลอยๆ เบาๆ มากขึ้น ก็กลัวค่ะ จึงจับพุทโธแน่นกว่าเดิม แต่มันกลับสว่างมากกว่าเดิม มันรวมเบา มันทั้งเบา ลอยมากไปเรื่อยๆ จึงเกิดความกังวล กลัวจะหลุดไปอีกโลกหนึ่งค่ะ เลยออกจากสมาธินั่งใหม่ก็เป็นอีก แบบนี้แก้ไขอย่างไรดีเจ้าคะ
๓. หนูจะนั่งสมาธิแบบทั้งคืนดูค่ะ เวลานั่งต้องตั้งท่าเดิมไม่เปลี่ยนตลอดทั้งคืนเลยใช่ไหมเจ้าคะ
๔. ระหว่างนั่งสมาธิจิตใจสงบก็จะชอบแผ่เมตตาให้ผู้อื่น แบบนี้ต้องควรออกจากสมาธิมาค่อยแผ่เมตตามากกว่าใช่ไหมเจ้าคะ บางทีเราคิดว่าตอนนั้นนั่งสมาธิแล้วมีความสุข แผ่ตอนนั้น ญาติมิตร เจ้ากรรมนายเวร จะได้รับความสุขอย่างมากเจ้าค่ะ
ตอบ : เฮ้อ! เหนื่อย
เวลาภาวนาไม่เป็นก็ภาวนาไม่เป็น ทุกข์ยาก ทุกข์ยาก เวลาภาวนาเป็น โอ้โฮ! จะต้องให้จูงมือไปตลอดเวลาเลยหรือ มันก็ต้องมีสติปัญญาบ้างสิ ทำสิ่งใดก็ต้องมีสติปัญญา
ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก กรรมของสัตว์ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้นต้องปฏิบัติเอง รู้เอง เห็นเอง
การปฏิบัติแล้วมันจะทุกข์มันจะยากขนาดไหนมันอยู่กรรมของสัตว์ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว การปฏิบัติได้มากได้น้อยก็อยู่ที่อำนาจวาสนาของตน
แล้วคนที่มีอำนาจวาสนารู้จักเก็บหอมรอบริบแล้วตั้งสติให้ดีงาม พยายามรักษาไว้ เพราะอะไร เพราะปฏิบัติต่อไปมันจะไปเจอจิตที่ดีขึ้น
ขณะนี้จิตมันเริ่มดีขึ้น แล้วถ้ามันเสื่อมลงนะ พอมันเสื่อมหมดเลยนะ แล้วฟื้นขึ้นมาไม่ได้ แล้วตอนนั้นน่ะจะนั่ง เวลาจิตเสื่อมมันจะทุกข์มากเลยล่ะ
เวลาภาวนาไม่ได้เลยก็คือไม่ได้นะ ภาวนาไม่ได้เลย หมายความว่า ไม่เคยมีเงิน ไม่เคยฟุ่มเฟือย ไม่เคยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย มันก็เป็นคนที่ดี เวลามีเงินมีทองขึ้นมานะ แล้วมันใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหมดเนื้อหมดตัวไปแล้วไปกู้หนี้ยืมสินนะ ไอ้พวกทวงหนี้เถื่อน เดี๋ยวมันจะตามมาทวงหมดน่ะ เวลามันทุกข์มันยาก มันทุกข์ยากมาก นี่พูดถึงเปรียบเทียบ เวลาจิตมันเป็นของมันไป
ฉะนั้น จิตที่มันเป็นขึ้นมา มันดีขึ้นมา เราก็ต้องรู้จักรักษามัน ถ้ารู้จักรักษามัน มันต้องมีประสบการณ์ มันต้องมีสติปัญญาของตน ถ้ามีสติปัญญาของตนรักษาของตน
เริ่มต้นปฏิบัติใหม่มันทุกข์มันยากอย่างนี้ ปฏิบัติไม่ได้ก็คือไม่ได้ ปฏิบัติได้ขึ้นมาแล้วล้มลุกคลุกคลาน จะรักษาอย่างไร ทำอย่างไร สมาธิมันเป็นอย่างไร สมาธิมันเป็นอย่างไร
สมาธิก็นี่ไง จิตมันสุขสงบ มันเป็นสมาธิ แล้วสมาธิขึ้นมา ถ้ามันจะมีสติมีปัญญาขึ้นไป ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ สมาธิมันมีระดับพื้นๆ ระดับปานกลาง ระดับที่ว่าสูงสุดของสมาธิ แล้วสมาธิก็คือสมาธิไง
เห็นไหม ทางวิชาการเขาถากเขาถางอยู่นี่ “สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิเป็นหินทับหญ้า”
มึงมีสมาธิไหม ไม่มีสมาธิ ความรู้สึกนึกคิดกิเลสพาคิดหมดเลย มันเป็นเรื่องโลกๆ ทั้งสิ้น มันเป็นสมมุติบัญญัติ เป็นผู้มีสติปัญญามากน้อยขนาดไหนมันก็คิดเข้าข้างตัวเองหมดสิ้นเลย
กลับมาถอนอัตตานุทิฏฐินั่นแหละ ไอ้อัตตา ไอ้ทิฏฐิมานะนั่นน่ะ มันพลิกมันแพลง งง เชื่อมันแล้ววิ่งตามมันหมดน่ะ แล้วยังคิดว่าภาวนาแล้วไม่เห็นได้อะไรเลย
มันจะได้อะไร ก็ได้ทิฏฐิไง ได้มานะนั่นแหละ ได้ก็ได้กิเลสนั่นแหละ
แต่จริงๆ แล้วเขาจะกลับมาฆ่ามัน กลับมาถอนมันน่ะ แต่ยังไม่รู้จักมันเลย
ถ้ารู้จักมัน ค่อยๆ ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบระงับแล้วฝึกหัดให้เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ตอนนั้นมันจะดีขึ้น ถ้าดีขึ้นแล้วก็ฝึกหัดของเราไป รักษาของเรา ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ
แต่เดิมล้มลุกคลุกคลานมาก็ล้มลุกคลุกคลาน พอบอกให้พุทโธชัดๆ พุทโธชัดๆ ต้องมีคำบริกรรม ต้องมีพุทโธ ถ้าไม่มี จบ เลื่อนลอย มันเป็นเรื่องไร้สาระ มันเป็นเรื่องแค่ควบคุมอารมณ์ของตนเท่านั้นน่ะ
พอเท่าทันอารมณ์ของตน มันปล่อยวาง มันมีความสุข อู๋ย! ดี ศาสนายอดเยี่ยม
สมาธิคืออะไร อะไรคือสมาธิ ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา มันถึงว่าจิตสงบมากสงบน้อยแค่ไหน แล้วทำประโยชน์ขึ้นไป
นี่คำถาม
“๑. ในระหว่างที่นั่งพุทโธชัด รู้ลม มีภาพแว็บขึ้นมา เช่น ภาพเรือและทะเลตอนกลางคืน ซึ่งตอนนั้นไม่ได้คิดถึง คิดแต่พุทโธ ภาพนั้นมาได้อย่างไรเจ้าคะ จะต้องไม่กลัวมันใช่ไหม”
ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย มันก็คิดว่าหลับตาแล้วมันจะไม่เห็นอะไรเลย ถ้าหลับตาแล้วไม่เห็นอะไรเลยก็เป็นสมาธิ มีความสุขสงบระงับโดยธรรมชาติของมัน ถ้ามันจะรู้จะเห็นมันต้องรู้เห็นแน่นอน ถ้ามันรู้เห็นนั่นแสดงว่าจริตนิสัยมันเป็นแบบนั้น ถ้าจริตนิสัยเป็นแบนั้น ถ้ามันมีกิเลสอยู่ มันจะยุมันจะแหย่อย่างนี้ จะกลัว จะตื่นจะเต้น จะตกใจ
ฉะนั้น จะเห็นสิ่งใด อยู่กับพุทโธ ภาพที่เห็นก็คือภาพที่เห็น ถ้าอยู่กับพุทโธแล้วมีสติปั๊บ ภาพนั้นจะหายหมด เพราะสติสัมปชัญญะมันสมบูรณ์
แต่ถ้าสติมันอ่อนแอ มันโดยจริตนิสัยมันไหลไปอย่างนั้นน่ะ แล้วมันรู้มันเห็นมันก็รู้เห็นเพื่อเหยื่อไง มันจะล่อให้ตามมันไป ฉะนั้น เราไม่ไป เราไม่ไป ไม่ไป เราอยู่กับพุทโธ มันจะหายโดยเรามีสติมีปัญญา
เหมือนขับรถ ถ้าเราควบคุมพวงมาลัยชัดเจน เราจะไม่ตกข้างถนน แต่ถ้าเรานั่งดูเฉยๆ แล้วไม่จับพวงมาลัยนะ เวลามันสะดุด พวงมาลัยมันก็หมุนนะ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ตกข้างถนน
ถ้ามีสติ ก็จับพวงมาลัยไว้มันจะไปไหนล่ะ พุทโธไว้ พุทโธไว้
บอกว่าจะไม่เห็น ก็ไม่ได้ คนที่ไม่มีจะให้เห็น ก็ไม่ได้ ถ้ามันจะเห็นมันก็คือเห็นโดยเวรโดยกรรมของสัตว์ โดยจริตโดยนิสัย แล้วเราก็พิจารณา แล้วพอมันรู้เท่า เออ! มันเป็นคุณสมบัติของเราก็จบ จบ แล้วพุทโธต่อไป มันก็จะสมาธิอย่างหยาบแล้วขึ้นไปอย่างกลาง อย่างดีขึ้น แล้วรักษาของเราต่อไป
“๒. ในระหว่างนั่งสมาธิเกิดแสงสว่างก็ไม่สนใจ แต่พอนั่งไปเรื่อยๆ มันก็มีความสุขสบายดี”
อันนี้ถูกต้อง สุขสบายดี
“แต่จิตมันก็สว่างขึ้นๆ มันลอยเบาๆ ก็กลัว กลัว จับพุทโธกว่าเดิม ยิ่งพุทโธมันยิ่งสว่าง มันยิ่งสว่าง มันยิ่งเบา”
ถูกต้อง เพราะพุทโธๆ นี่คือเหตุ มีสติแล้วมีคำบริกรรม มันมีเหตุ
นวดแป้ง ยิ่งนวด แป้งมันยิ่งสมบูรณ์แบบ ยิ่งนวด แป้งมันยิ่งเข้ากันดี
สิ่งที่ดีงามมันดีงาม แต่เราไปกลัวมันเองไง มันกลัวมันก็เลยยิ่งพลิกให้เราตกใจ
ไปกลัวอะไรมัน แสงก็คือแสง แสงมันไม่ฆ่าใคร แล้วแสงมันมีเพราะมันจะเกิดขึ้น ถ้าเรามีสติปัญญา แสงมันก็จะเบาลงๆ แสงมันก็จะเข้ามาสู่พุทโธ สู่ตัวจิต ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ แต่จิตเป็นสมาธิ
แต่ถ้ากลัวแล้วส่งออก แล้วตามไปนะ ตามไปๆ นะ สมาธิก็หายไป เสื่อมหมด พุทโธก็หาย แสงสว่างก็ไม่มี มืดตึ๊ดตื๋อ อาการทั้งนั้นน่ะ
เวลามันดีขึ้น มันเบา มันลอยขึ้นมานะ มันกังวล มันกลัวมากเลย เลยต้องออกจากสมาธิเลย นั่งใหม่ก็เป็นอีก
ตั้งสติดีๆ พุทโธคือพุทโธ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี การทำความสงบของใจ การทำความสงบของใจ เป้าหมายคือใจที่สงบระงับ เหมือนทำงานๆ ทำงานเพื่อผลตอบแทน ทำงานทั้งหมดเพื่อเงินทอง เพื่อคุณงามความดี
งานคืองาน พุทโธ คำบริกรรม นั่นคืองาน แสงสว่างหรือตัวลอยขึ้น นั้นคือผลตอบแทน แล้วผลตอบแทน เราก็เก็บไว้ให้มันสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องไปตื่นเต้น ไม่ต้องตกใจ
เพราะยิ่งพุทโธชัดๆ พุทโธจนละเอียด จนพุทโธไม่ได้เลย ถ้าพุทโธจนละเอียดนะ จากแสงมันสว่างขึ้น มันเบาลง พุทโธมันจะหาย เดี๋ยวจะตกใจมากกว่านี้อีก จะตกใจมากกว่านี้
ไม่ต้องตกใจ ผลจากการทำงาน ผลจากงานของเรา เราเป็นคนทำเอง แล้วตั้งสติสัมปชัญญะ ตั้งสติไว้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีแต่ความสุขสงบและจิตที่เข้มแข็ง จิตที่อาจหาญ กล้าแกร่ง อ๋อ! ชีวิตเป็นอย่างนี้ กายเป็นอย่างนี้ จิตเป็นอย่างนี้ สมาธิเป็นอย่างนี้ นี่ยังไม่เกิดภาวนามยปัญญานะ ถ้าเกิดเห็นสติปัญฐาน ๔ แล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา อ๋อ! วิปัสสนาเป็นอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ต้องเป็นเอง รู้เอง เห็นเอง
ใจเย็นๆ ไม่ต้องตกใจ อะไรเกิดขึ้นมันอยู่ที่จริตนิสัย อยู่ที่วาสนาของคน ไม่ต้องตกใจ ตั้งสติไว้ อยู่กับพุทโธ เรากำหนดได้หมด
“โมฆราช เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง” แล้วกลับมาถอนตรงนี้ อัตตาคือตัวตนของเรา ที่ตกใจ ที่มันทุกข์มันยากนี่ ทิฏฐิมานะว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ มันจะเป็นอย่างนี้ ไปบังคับมันไง ไปบังคับมันว่าต้องว่างหมดเลย มันต้องเป็นอย่างนี้ ทิฏฐิมันมีความเห็นผิด แต่จะละได้ต้องวิปัสสนาญาณ
ค่อยๆ ฝึกหัด ค่อยๆ ปฏิบัติไป
นี่ข้อที่ ๒. จบ
“๓. หนูจะนั่งสมาธิแบบทั้งคืนค่ะ เวลานั่งต้องนั่งท่าเดิมหรือเปลี่ยนคะ”
ถือเนสัชชิก ธุดงค์ข้อหนึ่งใน ๑๓ ธุดงค์ เวลาปฏิบัติไปแล้วมันล้มลุกคลุกคลานขนาดไหน การนั่งตลอดรุ่งมันเป็นการพิสูจน์ถึงความเพียรชอบ ถึงความตั้งมั่น ถึงจิตใจที่เข้มแข็ง
จิตใจถ้าอ่อนแอยวบยาบ ทำสิ่งใดก็ล้มลุกคลุกคลานทั้งสิ้น จิตใจที่เข้มแข็ง แต่ไม่ใช่แข็งกระด้าง แข็งจนระรานคนอื่น แข็งคือว่ามีเหตุมีผลกับตัวเอง มีเหตุมีผลไม่ให้กิเลสมันรุกราน เวลาคิดสิ่งใด สิ่งที่ไม่ดีไม่ควรทำ จะทำสิ่งที่ดีงาม แล้วทำสิ่งที่ดีงามก็ไม่ติดมันด้วย ไม่ใช่ทำแล้วไม่ทำจะทุกข์จะยากไง มีโอกาสทำต้องทำ แล้วทำดีงาม โอกาสความชั่วเราไม่ไปกับมัน แล้วแข็งด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง ด้วยสัจจะด้วยความจริง ด้วยศีล ด้วยธรรม
ฉะนั้น เวลาจะนั่งตลอดรุ่ง ถ้าจะฝึกหัดพิสูจน์ว่าเราจะทำได้หรือไม่ได้ นั่งท่าเดียวก็ได้ นี่เป็นคุณสมบัติอันดับหนึ่ง นั่งแล้วลุกเดินบ้าง นั่งบ้าง แล้วเดินบ้าง ยืนบ้าง ถ้าเนสัชชิกคือไม่นอนในคืนนั้น ไม่เอาหลังติดพื้น นี่คือสมบูรณ์แบบ นั่ง ยืน เดิน
ฉะนั้น แต่ท่านั่งอย่างเดียว คือว่าท่าเดียว นั่นเป็นอันดับหนึ่ง อันดับสองก็ยืนได้ เดินได้ แล้วให้ผ่านพ้นค่ำคืนนั้นไป นั่นถือเป็นธุดงควัตรข้อหนึ่ง
ฉะนั้น จะนั่งทั้งคืนเลย จะทำอย่างไรเจ้าคะ
ฝึกหัด ถ้าตั้งสัจจะไว้แล้วลองทำดู ทำแล้ว ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าเหตุมันสมดุลดีขึ้นไป มันจะไปลบล้างสิ่งที่สงสัยทั้งหมด ถ้ามันทำได้นะ ไอ้ที่คำถามๆ ปล่อยวางหมดเลย จบ
“๔. ระหว่างนั่งสมาธิ จิตใจสงบ ก็จะชอบแผ่เมตตาให้ผู้อื่น แบบนี้ควรออกจากสมาธิก่อนหรือไม่เจ้าคะ”
อันนี้เราถือว่าไม่มีเหตุผลเลยนะ ไร้สาระ
ส่วนใหญ่แล้วเวลาเรานั่งสมาธิมันมีสติสมบูรณ์แบบ ไม่มีเว้นวรรค ไม่มีเวลาจะมาแผ่สมาธิหรอก
ไอ้ข้อนี้ทำให้สงสัย สงสัยว่า เวลานั่งสมาธิไป พุทโธๆ แล้วจะมีช่วงไหนที่แผ่เมตตา ถ้ามันแผ่เมตตา แผ่เมตตามันก็ปล่อยพุทโธไง แสดงว่าพุทโธไม่ต่อเนื่อง พุทโธเว้นวรรค
นี่เหมือนกัน เวลาปฏิบัติไปแล้วมันจะคอยแผ่เมตตา
ไอ้แผ่เมตตา ถ้ามันแว็บออกมา แสดงว่ากิเลสมันคอยจะแฉลบๆ พุทโธๆ แล้วมันแฉลบออกๆ
แต่เวลานั่งสมาธิก็นั่งสมาธิไป พุทโธๆๆ ไม่มีเว้นวรรค เว้นวรรคมันตกภวังค์นะ ช่องวาง กิเลสมันพาหนีหมดน่ะ ถ้าเราพุทโธต่อเนื่อง มันจะมีตรงไหนที่ไปแผ่เมตตา แล้วถ้าพิจารณาลมหายใจ มันมีตรงไหนเว้นวรรคจะไปแผ่เมตตา เพราะมันกำหนดลมหายใจอยู่
ฉะนั้น เวลาเขาภาวนาจนจบเสร็จแล้วเขาถึงแผ่เมตตา ครูบาอาจารย์ท่านทำจบแล้ว เวลาออกจากสมาธิ แผ่เมตตา แผ่เมตตาสรรพสัตว์ทั้งหลาย สพฺเพ สตฺตาเลย สัตว์ทั้งหลาย ขอให้มีความสุขๆ เถิด เราไม่ต้องการเบียดเบียนใคร
ภาษาเรานะ แล้วก็ไม่ต้องการให้ใครมาเบียดเบียนด้วย แต่คนมาเบียดเบียนเยอะแยะเลย แต่เราไม่ไปเบียดเบียนใคร เพราะเรามีสติสัมปชัญญะ ไม่สร้างเวรสร้างกรรมใครทั้งสิ้น
ฉะนั้น ภาวนาไป
ไอ้ที่ว่าจะแผ่เมตตามันคอยแฉลบ คำถามนี้มันบอกถึงความอ่อนแอ มันบอกถึงความลังเลสงสัย มันบอกถึงตัวเองโลเล
แต่ถ้ามันเป็นจริงเป็นจัง ไอ้คำถามที่ถามมาทั้งหมดมันไม่มีหรอก เพราะเราทำถูกต้องชอบธรรม ขับรถบนถนน จากหัวถนน ท้ายถนน เป้าหมายเราสมบูรณ์แบบ ไปแล้วกลับไม่มีอุบัติเหตุ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น
ไอ้นี่ข้างทางแวะไปหมดเลย ไอ้นู่น ไอ้นี่ ไอ้นี่ ไอ้นั่น แล้วปลายทางมันอยู่ไหนล่ะ
ฉะนั้น ตั้งสติสัมปชัญญะ ทำสิ่งใดให้เป็นชิ้นเป็นอัน แล้วถ้าประสบการณ์มันดีขึ้น อย่างเช่น ยิ่งพุทโธมันยิ่งสว่าง
นี่มันข้อเท็จจริง ยิ่งกลัว ยิ่งทำดี มันยิ่งได้ผลตอบแทนที่ดีงาม
ยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่เลย
ไม่ต้องกลัว ทำดีต้องได้ดี ไม่ต้องกลัว พุทโธชัดๆ เราควบคุมได้เองทั้งสิ้น เราจัดการได้ทั้งหมด ถ้าเราจัดการไม่ได้ มันมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แบบได้อย่างไร
มันจะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แบบต่อเมื่อเราจัดการทุกๆ อย่างได้ทั้งหมดทั้งสิ้น เอวัง